Oral Adjudication ว่าด้วยเสวนาพิเศษเรื่องปราสาทพระวิหาร

หลังจากที่ผมได้ชมการถ่ายทอดสดเสวนาพิเศษเรื่องปราสาทพระวิหาร (http://www.youtube.com/watch?v=74ej2hVrlS4) ไปเมื่อปีที่แล้ว ผมก็ได้ปรารภกับเพื่อนๆและคนใกล้ชิดหลายคนว่าฝ่ายภาคประชาชนชนะฝ่ายรัฐบาลในคราวนี้ และก็ได้อธิบายเหตุผลแบบคร่าวๆไป

จนเมื่อวันก่อนนี้เองครับ มีรุ่นพี่ของผมถามผมว่าผมเอาอะไรมาชี้วัดว่าใครแพ้ใครชนะ ผมก็เลยนึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่เคยบันทึกความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับเสวนาครั้งนั้นไว้เลย

สิ่งที่ผมเอามาตัดสินก็คือทักษะ debate ที่ผมถนัดนั่นเอง ผมมองว่าเสวนานี้เป็น debate ระหว่างฝ่ายภาคประชาชนกับฝ่ายรัฐบาล และทำการ adjudicate ครับ

สิ่งที่ผมทำก็คือ ดูเสวนาครั้งนี้ทั้งหมดอีก 1 รอบ และลงมือ adjudicate เสมือนว่าเป็น debate จริงๆ ใช้่เวลาไปเกือบ 4 ชั่วโมง (สนุกดีครับ ได้ซ้อมฝีมือด้วย)

สำหรับทุกท่านที่ไม่คุ้นเคยกับ debate มันคือการแข่งขันการนำเสนอเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การตัดสิน debate ไม่ง่ายเหมือนการตัดสินฟุตบอลนะครับ ที่บอลเข้าประตูก็ได้ 1 คะแนน ทีมที่ได้คะแนนมากกว่าก็ชนะ ต้องใช้ประสบการณ์และความเข้าใจหลักเหตุผลมากพอสมควร ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียดลึก ณ ที่นี้ละกันครับ เดี๋ยวจะกลายเป็น lecture ไปซะก่อน

สำหรับทุกท่านที่คุ้ยเคยกับ debate หรือพอจะคุ้นเคย (โดยเฉพาะนักเรียน debate) ก็ลองศึกษาหรือเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมได้เลยครับ (ท่านที่ไม่คุ้นเคยก็เสนอคำถามหรือความคิดเห็นได้ตามสบายนะครับ)

ตั้งแต่บรรทัดต่อไปจะเป็น (typed) oral adjudication ครับ

ผลการตัดสิน: ฝ่ายภาคประชาชนชนะ

Margin: เนื่องจากไม่ได้พิจารณา role fulfillment เลย ก็เลยบอก margin ได้ไม่ตรงนัก ผมขอใช้คำว่าชนะขาดละกันครับ

เสวนาในครั้งนี้ ผมเห็นด้วยกับที่นายกฯอภิสิทธิ์ออกตัวไว้ตอนต้นครับว่า จริงๆแล้วเสวนาครั้งนี้ไม่น่าจะเป็น debate น่าจะเป็นการสนทนาที่ประมวลข้อมูลให้ผู้ชมรับทราบ (ซึ่งครึ่งแรกของเสวนาก็เป็นเช่นนั้น) แต่เมื่อเสวนาลงในรายละเอียดมากขึ้น ก็พบว่ามีจุดที่ฝ่ายภาคประชาชนกับฝ่ายรัฐบาลมีความคิดขัดแย้งกัน และทั้งสองฝ่ายก็พยายามยกเหตุผลขึ้นมาสนับสนุน สุดท้ายก็เลยกลายเป็น debate อย่างไม่เกินความคาดหมาย

Adjudication นี้ยากมากครับ เพราะนอกจากเสวนาจะยาวนานถึงสามชั่วโมงแล้ว ยังไม่มี whip กับ reply speaker ด้วย ทำให้ผมต้องมาจับประเด็นเองทั้งหมด อ่าน note กันจนตาลายเลยทีเดียว

ผมพบว่ามี 2 ประเด็นหลัก (main issue) ในเสวนาครั้งนี้ และทั้งสองฝ่ายยกเหตุผลขึ้นมาสนับสนุนความคิดของฝ่ายตนเอง ทำให้ทั้งสอง main issue เป็น clash ด้วย นั่นก็คือ

1. ประเทศไทยเสียดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแล้วหรือไม่

2. MOU 2543 เป็นประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะในการปกป้องดินแดน

ในเสวนาครั้งนี้จริงๆแล้วมีอีกหลายประเด็นที่น่าจะถูกยกเป็นประเด็นหลักได้ แต่ไม่ได้มี elaboration มากพอ  นั่นก็คือการเลื่อนการพิจารณามรดกโลก ภาคีมรดกโลก ลายเซ็นต์ของรัฐมนตรีสุวิทย์ การขอขึ้นทะเบียนร่วมและเรื่องการใช้กำลังทหารผลักดัน

มาดูแต่ละ main issue กันเลยครับ

1. ประเทศไทยเสียดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแล้วหรือไม่

ฝ่ายภาคประชาชนบอกว่า ประเทศไทยเสียดินแดนไปแล้ว

ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ประเทศไทยยังไม่เสียดินแดน

ในประเด็นนี้ ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ได้มีประชาชนและทหารชาวกัมพูชาเข้ามายึดครอง มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างทั้งชุมชน ถนน ตลาด และวัด และที่สำคัญคนไทยไม่สามารถเข้าไปในบริเวณดังกล่าวได้

ฝ่่ายภาคประชาชนบอกว่านั่นคือการเสียดินแดน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่านั่นยังไม่เป็นการเสียดินแดน

นายกฯอภิสิทธิ์ให้เหตุผลว่า MOU 2543 เป็นหลักฐานว่าเขตแดนไทย-กัมพูชายังไม่เรียบร้อย และรัฐบาลก็ได้ทำหนังสือประท้วงส่งไปยังกัมพูชาในเรื่องดังกล่าวหลายสิบครั้งแล้ว ซึ่งถึงแม้การประท้วงจะไม่ช่วยให้ชาวกัมพูชาออกจากบริเวณดังกล่าว แต่ก็ช่วยป้องกันไม่เกิดปัญหาทางข้อกฎหมายภายหลังได้ว่ากัมพูชาได้ดินแดนดังกล่าว

แต่ดร.สมปองได้เสนอ argument ว่า การเป็นเจ้าของดินแดนไม่ใช่เรื่องของเอกสารหรือแผนที่ เพราะใครๆก็สามารถทำเอกสารหรือแผนที่อย่างไรก็ได้ (จีนจะเขียนแผนที่ว่าประเทศไทยเป็นของเขา มันก็เป็นเรื่องของเขา) (นายกฯอภิสิทธิ์ก็ยังพูดเองว่า มติ UNESCO ไม่สามารถใช้ระบุได้ว่าไทยเสียดินแดน) หลักฐานการเป็นเจ้าของดินแดนที่ถูกต้องคือการแสดงอธิปไตย และยังอธิบายเพิ่มเติมว่าการแสดงอธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้กลไกอื่นเช่นการครอบครองโดยประชาชน การใช้อำนาจปกครองเช่นตม. หรือการเก็บภาษีก็ได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน จึงสรุปได้เพียงว่าไทยได้เสียดินแดนบริเวณดังกล่าวไปแล้ว

ฝ่ายภาคประชาชนยังยกหลักฐานที่แสดงว่านานาชาติเข้าใจว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชา นั่นคือบันทึกการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 33 พ.ศ. 2551 ระบุไว้ชัดเจนว่ากัมพูชาฟ้องว่าไทยรุกรานกัมพูชาในบริเวณดังกล่าว ไทยแทนที่ปฏิเสธโดยพูดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย กลับระบุว่าเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ และไทยก็ไม่เคยมีจุดยืนในเวทีโลกว่าไทยโดนรุกล้ำในบริเวณนั้น ผลลัพธ์ก็คือ คณะกรรมการมรดกโลกได้ให้เงิน $50,000 แก่”กัมพูชา”เพื่อมาซ่อมแซมตลาดในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักฐานว่าหนังสือประท้วงไม่ได้ปกป้องอธิปไตยเลย

จากการให้เหตุผลดังกล่าว ผมจึงให้ฝ่ายภาคประชาชนชนะใน main issue แรกครับ

2. MOU 2543 เป็นประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะในการปกป้องดินแดน

ฝ่ายภาคประชาชนบอกว่า MOU 2543 ไม่ช่วยปกป้องดินแดน ซ้ำยังทำให้เสียดินแดนด้วย

ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า MOU 2543 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องดินแดนไว้

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า กัมพูชายึดแผนที่ 1:200,000 มาตลอด ในขณะที่ไทยต้องยึดสันปันน้ำตามสนธิสัญญา

นายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้บอกว่า MOU 2543 นั้นสามารถถูกยกเลิกได้ หากไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย MOU 2544 ก็ยังถูกรัฐบาลไทยกเลิกมาแล้ว

เมื่อผมประมวลแล้ว ผมสามารถแบ่ง main issue นี้ได้เป็นประเด็นย่อยดังนี้ครับ

2.1 อาจารย์ปานเทพกล่าวว่าการมี MOU 2543 ทำให้เกิดความคิดใหม่ น่ันก็คือเส้นหลังแนวสันปันน้ำที่กินเข้ามาในแผ่นดินไทยตามแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา เพราะ MOU 2543 ข้อ 1ค. ระบุไว้ว่าให้ใช้แผนที่ 1:200,000

นายกฯอภิสิทธิ์ก็แย้งว่า MOU 2543 ไม่เป็นการยอมรับแผนที่ 1:200,000 เพราะแผนที่ 1:200,000 ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส กระทรวงการต่างประเทศของไทยก็ได้ทำบันทึกช่วยจำไปยังทางกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 แล้วว่า  MOU ดังกล่าวไม่รวมแผนที่ระวางดงรัก

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปานเทพได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า MOU 2543 นั้นลงนามโดยทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ในขณะที่บันทุกช่วยจำของกระทรวงการต่างประเทศของไทยนั้นเป็นของไทยฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยยอมรับ จึงไม่มีผลใดๆที่จะไปผูกมัดกัมพูชาได้ ดังนั้น MOU 2543 จึงมีศักดิ์สูงกว่า บันทึกช่วยจำดังกล่าวจึงไม่มีความหมาย

ทว่า ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้วใน main issue แรก ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ก็ปรากฏหลักฐานแล้วว่านานาชาติเข้าใจว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชาตามแผนที่ 1:200,000 (เรื่องเงิน $50,000)

2.2 นายกฯอภิสิทธิ์ได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของ MOU 2543 โดยการอ้างอิงคำพูดของเลขาฯของมรดกโลกที่บราซิลที่ว่า แผนที่ของกัมพูชาจะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อไทยกับกัมพูชาตกลงกันได้ตาม JBC นั่นแปลว่า MOU 2543 ทำให้กัมพูชาไม่สามารถนำแผนที่ 1:200,000 ไปใช้ได้ ต้องตกลงกับประเทศไทยให้เสร็จก่อน เท่ากับว่า MOU 2543 ได้ “ล็อก” ไว้ก่อนแล้วชั้นหนึ่ง ถ้าหากรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ไปก่อนหน้านี้ กัมพูชาก็คงจะเสนอแผนที่ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาจารย์ปานเทพได้โต้แย้งว่า หากยกเลิก MOU 2543 ไทยก็สามารถกับมาใช้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสที่ปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนแล้วไปก่อนหน้านี้ได้ (195 km จากช่องบกถึงช่องสะงำใช้สันปันน้ำ) ซึ่งทำให้ไม่เสียเปรียบกัมพูชา ไม่เกิดเส้นหลังสันปันน้ำ สนธิสัญญาเป็นข้อผูกพันที่เกิดขึ้นแล้วระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถแปรผันได้

ในประเด็นนี้ นายชวนนท์ได้โต้แย้งว่ากัมพูชาไม่เคยยอมรับสนธิสัญญาดังกล่าว จึงไม่สามารถผูกพันกัมพูชาได้ MOU 2543 เท่านั้นที่กัมพูชายอมรับเพราะเป็นเอกสารแรกที่กัมพูชาลงนามร่วมกับไทย

แต่นายชวนนท์ก็ถูกตอบโต้ในทันทีโดยดร.สมปองและอาจารย์เทพมนตรีว่า กัมพูชาไม่สามารถไม่ยอมรับสนธิสัญญาได้ เพราะถ้ากัมพูชาไม่ยอมรับสนธิสัญญา ก็เท่ากับไม่ยอมรับว่าพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณนั้นเป็นของกัมพูชาเอง สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการบีบบังคับให้สยามต้องยกจังหวัดดังกล่าวให้ฝรั่งเศส และได้ตกเป็นของกัมพูชาตามที่กัมพูชาเป็นผู้สืบเอกราช ดังนั้นกัมพูชาต้องยอมรับสนธิสัญญาอย่างแน่นอนอยู่แล้ว

2.3 อาจารย์ปานเทพได้กล่าวว่า แม้รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เห็นได้จากเอกสารแผนที่เขตแดนไทย-ลาวของกรมสนธิสัญญาที่สำคัญผิดว่าไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 ในทุกระวางและให้ยึดแผนที่เหนือสนธิสัญญา ตรงนี้จะเป็นช่องโหว่ที่เป็นอันตรายได้ เพราะหากรัฐบาลชุดหน้าไม่ใช่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กลายเป็นรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชาหรือเข้าใจตามข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ไทยก็จะเสียดินแดนอย่างแน่นอน

นายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้ค้านว่า ถ้าหากรัฐบาลชุดหน้าเอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชา การไม่มี MOU 2543 ยิ่งทำให้เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชาง่าย เพราะสามารถไปตกลงอะไรกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามกรอบของ JBC

มาถึงตรงนี้ adjudicator อย่างผมก็จับ contradiction ได้ (อย่าลืมว่า adjudicator มีหน้าที่จับ contradiction) เพราะนายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้พูดก่อนหน้านี้ว่า MOU นั้นสามารถถูกยกเลิกได้ ดังนั้นหากรัฐบาลชุดหน้าต้องการเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาและ MOU 2543 เป็นอุปสรรคจริง เขาก็แค่ยกเลิก MOU 2543 สิ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยกเลิก MOU 2543 นั้นไม่ได้เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของไทยตามที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามชี้ให้เห็นแต่อย่างใด

2.4 นายกฯอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงต่อไปว่า MOU 2543 ทำให้เกิดความชอบธรรมที่จะผลักชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะข้อ 5 ใน  MOU 2543 ได้ระบุไว้ว่าห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่

แต่นายวีระก็ได้ค้านว่า MOU 2543 ไม่ช่วยให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะข้อ 8 ใน MOU 2543 ได้ระบุไว้ว่าให้ใช้สันติวิธีเท่านั้นเมื่อเกิดปัญหา และสันติวิธีที่รัฐบาลไทยใช้ก็ทำได้เพียงส่งหนังสือประท้วงไป ซึ่งได้ส่งไปเป็นสิบฉบับแล้ว แต่ชาวกัมพูชาก็ยังไม่ออกจากพื้นที่

มาถึงตรงนี้ อาจารย์ปานเทพก็ได้ทำ analysis โดยชี้ให้เห็นว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ก็จะมี 2 ทางให้รัฐบาลไทยเลือกนั่นคือ หนึ่ง ยอมโดนกัมพูชายึดครองดินแดนตลอดไป ซึ่งไทยก็จะเสียดินแดนถาวร หรือสอง ใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกไป ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อยกเลิก MOU 2543 เท่านั้น และในเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ยืนยันว่าจะไม่ยอมโดนยึดดินแดน นายกฯก็ต้องเลือกทางที่สอง ซึ่งถ้าประวิงเวลาต่อไป ชุมชนชาวกัมพูชาก็จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ มีแต่จะทำให้ผลักดันยากขึ้นและเกิดความสูญเสียมากขึ้น

นายกฯอภิสิทธิ์ก็บอกว่าต้องใช้ทั้งการทูตและการทหาร แต่นายวีระก็ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยใช้แต่การทูต ไม่เคยใช้การทหารเลย

2.5 นายวีระชี้แจงว่า การที่มี MOU 2543 ทำให้ชาวกัมพูชาบุกรุกเข้ามาในดินแดนไทย

นายชวนนท์ได้ค้านว่าไม่เป็นความจริง เพราะยังไงกัมพูชาก็ยึดแผนที่ 1:200,000 อยู่แล้ว ยังไงเขาก็บุกรุกเข้ามา

แต่นายวีระก็ได้เถียงว่า ก่อนหน้า MOU 2543 กัมพูชาก็เข้ามาตามประสาเพื่อนบ้านที่ชายแดนติดกัน แต่เมื่อ MOU 2543 ทำให้กัมพูชาบุกรุกเข้ามาอย่างย่ามใจ เพราะเชื่อว่า MOU 2543 เป็นหลักฐานว่าไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 จากแต่ก่อนที่เข้ามาตามประสาคนบ้านติดกัน กลับกลายเป็นมีการสร้างตลาด วัด และตัดถนน

อาจารย์ปานเทพยังชี้ให้เห็นด้วยว่ากัมพูชาเชื่อว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา กัมพูชาจึงได้นำไปรวมขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย ไม่ได้รอกระบวนการ JBC แต่อย่างใด

จากการให้เหตุผลดังกล่าว ผมจึงให้ฝ่ายภาคประชาชนชนะใน main issue ที่สองครับ

เมื่อฝ่ายภาคประชาชนชนะทั้ง 2 main issue แล้ว ผมจึงตัดสินให้ฝ่ายภาคประชาชนชนะครับ

Adjudication จบแล้วครับ ต่อไปจะเป็น comment  เพิ่มเติมและ feedback (ของแถมที่ debater มักจะอยากรับฟัง เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข)

โดยรวมแล้วทั้งสองฝ่ายทำได้ดีในการเปิดประเด็นและพยายามชี้แจงเหตุผลของตนเอง จุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก็มีดังนี้ครับ

ฝ่ายภาคประชาชนนั้นจริงๆแล้วสามารถ elaborate หลายประเด็นให้เป็น main issue ที่ได้เปรียบได้ (แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเสวนา เขาไม่ได้ตั้งใจจะมา debate) อย่างเช่นในกรณีลายเซ็นต์ของรัฐมนตรีสุวิทย์ที่ดูเหมือนฝ่ายภาคประชาชนจะให้เหตุผลได้ดี แต่ยังไม่สามารถโยงให้ผู้ชมเห็นได้ชัดเจนว่า มันทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกอย่างไร

ในประเด็นการใช้กำลังทหารผลักดันชาวกัมพูชา ที่ผมบอกว่าไม่เป็น main issue นั้น จริงๆแล้วถ้าขึ้นมาเป็น main issue ผมก็คงให้ฝ่ายภาคประชาชนชนะ เพราะฝ่ายรัฐบาลโดยนายกฯอภิสิทธิ์บอกว่าต้องใช้การทหารด้วย ซึ่งอาจารย์ปานเทพก็ได้ทำ analysis ให้เห็นแล้วว่ายังไงก็ต้องยกเลิก MOU 2543 ก่อนและรีบดำเนินการ ถ้าฝ่ายรัฐบาลมีจุดยืนที่ว่าเราไม่ควรใช้กำลังทหารโดยเด็ดขาด ผมคิดว่าเราจะได้เห็นอะไรที่ดุเด็ดเผ็ดมันกว่านี้*

นายกฯอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีสุวิทย์นั้นถูกผมหักคะแนนจากการที่เลี่ยงที่จะตอบ POI อย่างเช่นตอนที่อาจารย์เทพมนตรีถามนายกฯอภิสิทธิ์ว่าเป้ยตาดียังเป็นของไทยอยู่หรือไม่และถามรัฐมนตรีสุวิทย์ว่าท่านไปเซ็นทำไม ทั้งสองท่านได้ทำการอรรถาธิบายซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นการตอบคำถามแต่อย่างใด

มีหลายประเด็นเหมือนกันที่ไม่ถูก elaborate ให้สนับสนุนเหตุผลฝ่ายตนเองได้ อย่างเช่น

- กรณีของส.ส.ศิริโชคที่พูดถึง projection แผนที่ แต่ก็ไม่สามารถโยงเข้ามาสนับสนุน case ของฝ่ายรัฐบาลได้

- อาจารย์ปานเทพพูดตอนท้ายว่า MOU 2543 นั้นผิดรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 มาตรา 224 แต่ก็ไม่ได้อธิบายให้เห็นว่า “แล้วไง?” (จริงๆแล้วฝ่ายรัฐบาลอาจจะตอบโต้ได้ว่า นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะที่ๆรัฐบาลไทยยืนคือเวทีโลก ถึงแม้จะผิดกฎหมายไทยแต่ถ้าเกิดประโยชน์ก็ไม่เสียหาย)

- กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเนิน 491 ที่นายกฯอภิสิทธิ์อัญเชิญมาตอนท้าย ก็ไม่ได้ (หรือมิบังอาจ) ชี้ให้เห็นว่าเกี่ยวข้องอย่างไร (จริงๆแล้วถ้ากลัวจะไม่เหมาะสมก็ไม่ควรอัญเชิญมาตั้งแต่แรก)

มี rebuttal หนึ่งที่ชัดเจนมาก (จนมันแวบเข้ามาในหัวผมทั้งที่ผมกำลังจดจ่อกับ adjudication) แต่ฝ่ายภาคประชาชนก็ไม่ได้พูด ก็คือที่นายกฯอภิสิทธิ์พูดว่า MOU 2543 เป็นการ “ล็อก” กัมพูชาไว้ชั้นหนึ่งก่อน จริงๆแล้วฝ่ายภาคประชาชนสามารถตอบโต้ได้ว่า ไม่จริง เพราะถ้าจริงล่ะก็กัมพูชายกเลิก MOU 2543 ไปเองแล้ว เหมือนที่ไทยยกเลิก MOU 2544 ไปก่อนหน้านี้

เอาล่ะครับ จริงๆแล้วผมอยากได้ evaluation จากผู้เสวนาทั้ง 8 ท่าน แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงจุดนี้มีความคิดเห็นอย่างไรก็บอกกล่าวกันได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

เอี่ยม

*ทำไมผมถึงคิดว่าดุเด็ดเผ็ดมันน่ะเหรอ เพราะผมเคย debate เรื่องนี้กับเพื่อนของผม อดีตมือหนึ่งชมรม debate มาแล้วน่ะสิ ลองเข้าไปดูที่นี่เลย http://www.facebook.com/scomma/posts/191142237571015

 

นอกจากเราจะ debate กันเป็นงานอดิเรกแล้ว เรายังเล่นดนตรีกันด้วยนะ http://www.facebook.com/video/video.php?v=488878153702

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s